วิกฤตจ่อคิว! เงินสำรองฉุกเฉินพังคาตา ต้องมีเท่าไหร่ถึงรอด?

Posted by

เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นอีกครั้ง! หลังจากที่เศรษฐกิจโลกผันผวนอย่างต่อเนื่อง ราคาพลังงานพุ่งกระฉูด และอัตราเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับครัวเรือนจำนวนมาก ล่าสุดมีรายงานว่า “ครอบครัวสุขุม” ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตเมื่อนายมานะ สุขุม หัวหน้าครอบครัว วัย 45 ปี ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องหยุดงานอย่างกะทันหันและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ฉายภาพชัดเจนถึงความเปราะบางของ “สภาพคล่อง” ทางการเงินที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ครอบครัวสุขุมเคยภูมิใจที่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอสำหรับการใช้จ่าย 3 เดือนตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน แต่ด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินคาด และการที่นายมานะต้องพักฟื้นเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้เงินสำรองที่มีอยู่ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว นางสมศรี สุขุม ภรรยาของนายมานะ เปิดเผยด้วยความกังวลว่า “เราคิดว่าเราเตรียมพร้อมแล้ว แต่เมื่อเจอค่าใช้จ่ายมหาศาล และรายได้ที่หายไปพร้อมกันแบบนี้ มันเกินกว่าที่เราจะรับมือได้จริงๆ” สถานการณ์นี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “ต้องมีเงินสำรองกี่เดือน” ถึงจะเพียงพอต่อความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินชั้นนำแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม ให้ความเห็นว่า เคสของครอบครัวสุขุมเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ “ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตกงาน หรือค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การมีเงินสำรองแค่ 3-6 เดือน อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป” เขาแนะนำว่า การประเมินเงินสำรองฉุกเฉินควรพิจารณาจากปัจจัยส่วนบุคคลมากขึ้น เช่น ความมั่นคงของอาชีพ, ภาระหนี้สิน, และจำนวนสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจริงในยามวิกฤต

สิ่งที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ครอบครัวสุขุมไม่ใช่กรณีเดียวที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมนี้ ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุดพบว่า ประชากรกว่า 60% ของประเทศมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินส่วนบุคคลขึ้น ปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินกำลังเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ และอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างหากไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดีพอ

ดังนั้น โลกกำลังเฝ้าจับตาดูว่า ครอบครัวต่างๆ จะปรับตัวอย่างไรกับความท้าทายนี้ และภาครัฐจะมีมาตรการใดออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการสร้าง “หลักการคำนวณและเก็บออมเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอต่อการดำรงชีพในยามวิกฤต” หรือไม่ เพราะหากไม่มีการวางแผนที่ดี ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่จำกัดอยู่แค่เพียงระดับครัวเรือน แต่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่ตามมาหลังจากนี้คือบทเรียนสำคัญที่ทุกคนต้องพิจารณาอย่างจริงจังถึงความพร้อมทางการเงินของตนเอง จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับทุกวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน