วิธีจัดสรรรายได้ประจำให้กลายเป็นเงินออม

Posted by

เคยไหม? เงินเดือนออกปุ๊บ หมดปั๊บ รู้ตัวอีกทีก็สิ้นเดือนซะแล้ว… ปัญหาโลกแตกของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คนเลยใช่ไหมล่ะคะ? (รวมถึงตัวแอดมินด้วย T_T) แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ วันนี้เราจะมา “ออมเงินรายเดือน” แบบฉบับคนทำงานออฟฟิศ อายุ 25-40 ปี ที่แม้จะไม่ใช่เซียนด้านการเงิน ก็ทำตามได้ง่ายๆ รับรองว่าชีวิตดี๊ดี มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นแน่นอน

ทำไมต้อง “ออมเงินรายเดือน“?

ก่อนจะเข้าสู่เคล็ดลับการออมเงิน เรามาดูกันก่อนว่าทำไมเราถึงต้อง “ออมเงินรายเดือน” ด้วย?

  • สร้างความมั่นคงทางการเงิน: เงินออมเป็นเหมือนเบาะรองรับชั้นดีในยามฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ หรือแม้แต่ตกงาน
  • วางแผนอนาคต: อยากมีบ้าน มีรถ อยากไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออยากเกษียณอย่างมีความสุข เงินออมคือบันไดที่จะพาเราไปถึงฝัน
  • ลดความเครียด: การมีเงินเก็บจะช่วยให้เราอุ่นใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินๆ ทองๆ จนเกินไป

เห็นไหมล่ะคะ ว่าการ “ออมเงินรายเดือน” สำคัญขนาดไหน? ถ้าพร้อมแล้ว มาดู 5 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณเก็บเงินได้มากขึ้นกันเลย

1. รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง: ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

ก้าวแรกของการ “ออมเงินรายเดือน” คือการทำความเข้าใจสถานะทางการเงินของตัวเองค่ะ ลองจดบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนดูว่าเงินของเราไหลไปกับอะไรบ้าง? อาจจะใช้แอปพลิเคชันจัดการรายรับรายจ่ายต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมาย หรือจะจดลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ก็ได้หมดค่ะ

เมื่อเราเห็นภาพรวมของรายรับรายจ่ายแล้ว เราก็จะรู้ว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่เราสามารถลด ละ เลิก ได้บ้าง

เคล็ดลับ:

  • กำหนดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าช้อปปิ้ง
  • บันทึกทุกรายการ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
  • วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาจุดที่สามารถปรับปรุงได้

2. สูตรเด็ดเคล็ดลับนางฟ้า: “50/30/20” ช่วยคุณได้

หลายคนอาจจะเคยได้ยินสูตร “50/30/20” กันมาบ้างแล้ว ซึ่งเป็นสูตรที่เรียบง่ายแต่ได้ผลจริงในการ “ออมเงินรายเดือน” โดยแบ่งรายได้ของเราออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

  • 50%: ค่าใช้จ่ายจำเป็น (Needs) เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์
  • 30%: ค่าใช้จ่ายเพื่อความสุข (Wants) เช่น ช้อปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลง
  • 20%: เงินออมและการลงทุน (Savings & Investments) เช่น เงินฝากประจำ กองทุนรวม หุ้น

ตัวอย่าง:

สมมติว่าคุณมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน คุณก็จะจัดสรรเงินดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายจำเป็น: 15,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายเพื่อความสุข: 9,000 บาท
  • เงินออมและการลงทุน: 6,000 บาท

ข้อดี: สูตรนี้ยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

3. ออมก่อนใช้ ไม่ใช่เหลือแล้วค่อยออม: ตั้งเป้าหมายและตัดเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติ

เคยได้ยินคำว่า “วินัยในการออม” ใช่ไหมคะ? การ “ออมเงินรายเดือน” ที่ได้ผลดีที่สุดคือการออมก่อนที่จะใช้จ่ายค่ะ เมื่อเงินเดือนออกปุ๊บ ให้รีบตัดเงินส่วนที่จะออมเข้าบัญชีเงินฝากประจำ หรือบัญชีอื่นๆ ที่ตั้งใจไว้ทันที

เคล็ดลับ:

  • ตั้งเป้าหมายการออมที่ชัดเจน เช่น เก็บเงินดาวน์รถภายใน 2 ปี หรือเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวต่างประเทศ
  • ตั้งระบบหักบัญชีอัตโนมัติ เพื่อให้การออมเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ
  • มองหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ เช่น กองทุนรวม หรือประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

4. ลด ละ เลิก ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น: ชาไข่มุกเดือนละกี่แก้ว?

ลองกลับไปดูบัญชีรายรับรายจ่ายที่เราทำไว้ในข้อ 1 แล้วพิจารณาดูว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนไหนบ้างที่เราสามารถลด ละ เลิก ได้บ้าง? อาจจะเป็นค่ากาแฟแก้วโปรด ค่าชาไข่มุกสุดฮิต หรือค่าช้อปปิ้งออนไลน์ที่ไม่จำเป็น

ลองเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ดู แล้วคุณจะพบว่าคุณสามารถประหยัดเงินได้มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่าง:

  • พกข้าวกลางวันไปทานที่ทำงาน แทนที่จะซื้อทานทุกวัน
  • งดช้อปปิ้งออนไลน์ในวันพิเศษ (เช่น วันเกิดตัวเอง)
  • เปลี่ยนจากการดูหนังในโรงภาพยนตร์เป็นการดูผ่านสตรีมมิ่ง

5. สร้างรายได้เสริม: เพิ่มเงินในกระเป๋า

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณ “ออมเงินรายเดือน” ได้มากขึ้นคือการหารายได้เสริมค่ะ ปัจจุบันมีช่องทางในการสร้างรายได้เสริมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ การรับงานฟรีแลนซ์ หรือการสอนพิเศษ

การมีรายได้เสริมจะช่วยให้คุณมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะและความรู้ใหม่ๆ อีกด้วย

ตัวอย่าง:

  • ขายสินค้าแฮนด์เมดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
  • รับงานเขียนบทความ หรือแปลภาษา
  • สอนพิเศษวิชาที่ถนัด

สรุป:

การ “ออมเงินรายเดือน” ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่เรามีความตั้งใจและวินัยในการบริหารจัดการเงินอย่างเหมาะสม ลองนำ 5 วิธีที่เราแนะนำไปปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ แล้วคุณจะพบว่าการมีเงินเก็บไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป